ยานพาหนะอย่างรถยนต์นั้น มีส่วนที่เป็นองค์ประกอบที่เสมือนหัวใจของการขับเคลื่อนอยู่หลายส่วนด้วยกัน และ “แบตเตอรี่” ถือว่าเป็นอีกหนึ่งหัวใจของรถยนต์ด้วยเช่นกัน เพราะต้องใช้สำหรับการสตาร์ทรถ รวมไปถึงเป็นแหล่งจ่ายไฟ ทำให้รถยนต์มีไฟใช้ในการเปิดไฟหน้า ไฟท้าย และควบคุมอุปกรณ์อื่น ๆ ในรถด้วย ซึ่งเมื่อถึงเวลาต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ทีก็ต้องมีค่าใช้จ่ายหลักพันให้เราต้องเหนื่อยใจ ทำให้หลายคนยอมที่จะลดค่าใช้จ่ายบางส่วนอย่างเรื่องการทำประกันจากชั้น 1 มาทำประกันรถชั้น 2 เพื่อจะได้เซฟค่าใช้จ่ายลงบ้าง อีกประการเวลาเปลี่ยนแบตเตอรี่รถหลายคนก็คงจะเลือกไม่ถูกระหว่างแบบน้ำและแบบแห้ง ไม่รู้ว่าแบตเตอรี่แบบไหนจะเหมาะกับเราของเรา ครั้งนี้เราจะมาชี้แจงให้ทราบเอง

รู้จักกับแบตเตอรี่รถยนต์ทั้งสองแบบให้มากขึ้น

  1.แบตเตอรี่รถยนต์แบบน้ำ (Wet Battery)

car_battery_check

แบตเตอรี่แบบน้ำจัดว่าเป็นรูปแบบของแบตเตอรี่รถแบบดั้งเดิมที่มีใช้กันมานาน และตอนนี้จะมีใช้กันในรถยนต์รุ่นเก่า ๆ รูปแบบนี้กระบวนการในการก่อกำเนิดพลังงานนั้นจะมาจากสารละลายที่อยู่ภายในตัวแบตเตอรี่ ซึ่งจะเป็นสารละลายที่สามารถนำไฟฟ้าได้ เมื่อมีการเชื่อมขั้วไฟฟ้าอย่างถูกต้องแล้ว ก็จะทำให้สารละลายภายในเกิดการนำไฟฟ้าและแปรเปลี่ยนไปเป็นพลังงานให้กับรถยนต์ แบตเตอรี่น้ำนั้นมีข้อดีตรงที่หาซื้อได้ง่ายและราคาก็จะถูกกว่าแบตเตอรี่แบบแห้ง เรื่องอายุการใช้งานและการชาร์จเกินเวลาก็มีปัญหาน้อยกว่าแบบแห้ง ในขณะที่ข้อเสียก็คือ ต้องคอยดูแลรักษาเติมน้ำกลั่น และจะต้องคอยชาร์จไฟอยู่เสมอ ถ้าไม่มีการดูแลเติมน้ำกลั่น ไม่ชาร์จไฟบ่อย ๆ แบตเตอรี่จะเสื่อมสภาพเร็วมาก อีกทั้งน้ำหนักของตัวแบตเตอรี่ก็ค่อนข้างมาก และภายในมีสารอันตรายอยู่ด้วย ต้องระวังไม่ให้รั่วไหลออกมา

2.แบตเตอรี่รถยนต์แบบแห้ง (Dry Battery)

Dry-Cell

 รถยนต์ในยุคปัจจุบันส่วนใหญ่จะใช้แบตเตอรี่แบบนี้กันหมดแล้ว แม้เราจะเรียกว่าเป็นแบตเตอรี่แบบแห้ง แต่ภายในนั้นก็ไม่ได้แห้งไร้ของเหลวอย่างที่เข้าใจกัน ภายในนั้นจะมีข้องเหลวบรรจุอยู่แต่มีความข้นกว่า ซึ่งอาจเป็นของเหลวประเภทแคดเมียมกับตะกั่ว หรือ ประเภทนิเกิลกับแคดเมียม เพื่อให้เป็นความชื้นสะสมอยู่ภายใน โดยจะอาศัยความชื้นหรือของเหลวข้นนี้เป็นตัวนำไฟฟ้า ข้อดีของแบตเตอรี่แบบแห้งนี้ก็คือ ไม่จำเป็นต้องดูแลรักษาบ่อย ไม่ต้องค่อยเติมน้ำกลั่น น้ำหนักเบา แต่ข้อเสียก็คือ เรื่องของราคาที่ค่อนข้างแพง

เราควรเลือกใช้แบตเตอรี่แบบไหนดี

เปลี่ยนแบตเตอรี่ยี่ห้อไหนดี

หลายคนเวลาคำนวณค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวรถแล้วก็ถึงขนาดกลุ้มใจเพราะไหนจะค่าประกัน ค่าแบตเตอรี่ ค่าเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ค่าใช้จ่ายเยอะไปหมด นั่นเลยเป็นเหตุผลที่ทำให้หลาย ๆ คนคิดจะลดค่าใช้จ่ายโดยการเปลี่ยนมาทำประกันรถชั้น 2 แทนประกันชั้น 1 ซึ่งประกันรถชั้น 2 ก็ให้ความคุ้มครองไม่ได้ด้อยกว่าชั้น 1 สักเท่าไหร่ แต่จ่ายเบี้ยน้อยลง ก็ช่วยประหยัดไปได้ อีกสิ่งที่คนมักจะคิดคู่กันไปด้วยก็คือ ลดค่าใช้จ่ายเรื่องแบตเตอรี่ด้วยจะดีไหม ในเมื่อแบตเตอรี่แบบน้ำก็ใช้ได้เหมือนกัน แต่ราคาถูกกว่าแบบแห้งพอสมควร แบบนี้เปลี่ยนเลยดีไหม หรือควรเลือกใช้แบบไหนดี

เราจึงขอแนะนำคุณแบบนี้ แม้ว่าการลดค่าใช้จ่ายในเรื่องรถยนต์อย่างการเปลี่ยนมาทำประกันรถชั้น 2 แทนประกันชั้น 1 หรือการเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์จากแบบแห้งมาเป็นแบบน้ำจะสามารถทำได้ แต่ทุกอย่างก็มีข้อดีข้อเสียอยู่ดี เปลี่ยนประกันถูกลง ความคุ้มครองก็ต้องลดลง เปลี่ยนแบตเตอรี่จากแบบแห้งมาเป็นแบบน้ำ เซฟค่าใช้จ่ายลงได้ก็จริง แต่ก็ต้องยุ่งยากในการหมั่นดูแล คุณต้องพิจารณาดูด้วยว่า พฤติกรรมการใช้รถและการดูแลรถของคุณเป็นอย่างไร ถ้าขับบ่อยแต่ไม่ค่อยดูแลใช้แบบแห้งต่อไปน่าจะดีกว่า เพราะจะได้ไม่ต้องมาดูแลตรวจเช็คเรื่องแบตเตอรี่บ่อย ๆ แต่ถ้าคุณรักรถพอสมควร ใช้งานบ่อยและดูแลสม่ำเสมอ แบบนี้จะลดค่าใช้จ่ายเปลี่ยนมาใช้แบตเตอรี่แบบน้ำก็ได้ ไม่ได้เสียหายอะไร ตรงนี้จึงอยู่ที่ลักษณะการใช้รถของคุณนั่นเอง

รู้แบบนี้แล้ว ก็อยู่ที่คุณจะพิจารณากันแล้วล่ะว่า จะเลือกใช้แบบไหนดี เพราะไม่ว่าอย่างไรเราก็มีราคาที่จะต้องจ่ายเสมอ ได้อย่างเสียอย่าง จะเปลี่ยนอะไรก็ช่างแต่อย่าลืมที่จะใส่ใจเรื่องของการต่อประกันรถยนต์ด้วย ถ้ารู้สึกว่าประกันชั้น 1 แพงไป เลือกประกันรถชั้น 2 ก็ได้ ความคุ้มครองยังหลากหลายอยู่เช่นเดิม มีไว้ก่อนจะดีกว่าเพราะเรื่องอุบัติเหตุในการขับขี่เกิดขึ้นได้เสมอ